การสร้างสรรค์ World of Warcraft: Forever ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับ Blizzard โดย Michael Nuthals ในฐานะ Lead Encounter Designer ได้ร่วมทีมกับผู้พัฒนาในการสร้างสรรค์ครั้งนี้
Forever ซึ่งเปิดตัวที่ BlizzCon นั้น เปรียบเสมือนการนำเสนอใหม่ที่ขยายจากยุค “Classic” ของเกม โดยพาผู้เล่นกลับไปยัง Azeroth ในช่วงต้นปี 2004 ก่อนที่ Blizzard จะพาเกมไปในทิศทางต่างๆ ผ่านภาคเสริมกว่า 11 ตอน
ใน Forever นี้ พวกเขาจินตนาการถึงสถานการณ์ “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า” คือหาก Blizzard ขยาย Azeroth ต่อไป แทนที่จะพาผู้เล่นไปยัง Draenor และดินแดนอื่น ๆ ในภาคเสริมต่อๆ มา
ผู้เล่นจะได้พบกับเควสใหม่กว่า 1,000 เควส ซึ่งหลายเควสถูกออกแบบมาเพื่อสานต่อเรื่องราวที่ค้างคาจากเกมต้นฉบับ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ใหม่ๆ เช่น Mount Hyjal และดันเจี้ยนใหม่ๆ รวมถึงการปรับสมดุลคลาสและไอเทมใหม่ทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเผ่าพันธุ์ใหม่คือ Skyborne Elves ซึ่งไม่มีในเกมต้นฉบับ และมีการติดตั้ง Global Illumination lighting pipeline ใหม่ทั้งหมดเพื่อสร้างบรรยากาศที่สมจริง
ความท้าทายที่ทีมเผชิญคือความคาดหวังของผู้เล่นที่ต้องการประสบการณ์ “Classic+” นับตั้งแต่การรีรัน World of Warcraft ต้นฉบับในปี 2019
ศัพท์ที่ควรรู้
- WoW: Forever – คือการนำเสนอใหม่ของ World of Warcraft ที่พาผู้เล่นย้อนไปยังยุค Classic ของเกมในปี 2004 เพื่อขยายจักรวาล Azeroth ในรูปแบบ “What if” ที่แตกต่างจากภาคเสริมในอดีต
- Azeroth – คือฉากหลังของเกมต้นฉบับปี 2004 ที่ถูกนำกลับมาเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายเนื้อหาใน Forever
- Lead Encounter Designer – คือตำแหน่งของ Michael Nuthals ผู้มีบทบาทสำคัญในการออกแบบการเผชิญหน้าใหม่ๆ ในเกม
- Global Illumination lighting pipeline – คือระบบแสงใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มมิติและความสมจริงให้กับบรรยากาศในเกม
ที่มา: Engadget